วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

รัชการที่ 10

ประวัติและพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่10
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

Related image

          พระนามเดิมของพระองค์ เดิมว่า สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรง สุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร ซึ่งเป็นพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ เมื่อเวลา ๑๗ นาฬิกา ๔๕ นาที ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

     ในหลวงรัชกาลที่10, สมเด็จพระบรมฯ

Image result for สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

การศึกษา

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงได้รับการศึกษาระดับอนุบาลศึกษาที่พระที่นั่งอุดร พระราชวังดุสิต และทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนจิตรลดา ระหว่างพุทธศักราช ๒๔๙๙ –๒๕๐๕ ที่ประเทศอังกฤษระหว่างพุทธศักราช ๒๕๐๙ – ๒๕๑๓
Image result for สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
หลังจากนั้นได้ทรงศึกษาระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย แล้วเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทรงได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต (การศึกษาด้านทหาร) คณะการศึกษาด้านทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙
ในหลวงรัชกาลที่10, สมเด็จพระบรมฯ
นอกจากนี้ ยังทรงศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกหลักสูตรประจำชุดที่ ๕-๖ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๑ และทรงได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ ครั้นถึง พ.ศ.๒๕๓๓ ทรงได้รับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักรด้วย
Image result for สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
“สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิติยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธ สยามมกุฎราชกุมาร”
ในมงคลวาระนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณในการพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งแสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งมั่นจะบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อชาติบ้านเมือง และประชาชนชาวไทย เป็นที่ซาบซึ้งประทับใจพสกนิกรอย่างยิ่ง ดังความว่า“ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยเฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรท่ามกลางสันนิบาตนี้ว่าข้าพเจ้าผู้เป็น สยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุขและความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่”
ในหลวงรัชกาลที่10, สมเด็จพระบรมฯ

กษัตริย์ยอดนักรบ
"รัชกาลที่ 10"กษัตริย์จอมทัพไทย
"รัชกาลที่ 10"กษัตริย์จอมทัพไทย
นับแต่ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีอุปนิสัยโปรดความมีระเบียบวินัย และสนพระราชหฤทัยในกิจการเกี่ยวกับกองทัพอยู่เสมอ ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมที่ตั้งกองทหารหน่วยต่างๆทรงเอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ของทหารและตำรวจเป็นนิจ ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จฯ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในอดีต) เสด็จจากประเทศอังกฤษไปทรงศึกษาต่อวิชาการทหารณประเทศออสเตรเลีย เมื่อเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓ ทรงเข้าศึกษาระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์ เขตพารามัตตา นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงศึกษาอยู่จนถึงเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๔ ต่อมาพุทธศักราช ๒๕๑๕สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ทรงเข้าศึกษาวิชาการทหารชั้นสูงที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลียนับตั้งแต่ภาคแรกแห่งการศึกษาเป็นต้นไป
พุทธศักราช ๒๕๒๐ ถึงพุทธศักราช ๒๕๒๑ ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรประจำชุดที่ ๕๖ พุทธศักราช ๒๕๒๗ ถึงพุทธศักราช ๒๕๓๐ ทรงศึกษาด้านกฎหมาย และทรงได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พุทธศักราช๒๕๓๓ ทรงเข้ารับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักร
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระวิริยอุตสาหะในการเพิ่มพูนความรู้ และประสบการณ์ด้านการทหารอยู่ตลอดเวลา โดยหลังสิ้นสุดการศึกษาด้านการทหารจากประเทศออสเตรเลียแล้ว ยังทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติมระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคมพุทธศักราช ๒๕๑๙ และทรงศึกษางานทางการทหารในประเทศออสเตรเลีย โดยทุนกระทรวงกลาโหม ทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ การทำลายและยุทธวิธีรบนอกแบบ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง หลักสูตรการลาดตระเวนและต้นหนชั้นสูงหลักสูตรส่งทางอากาศ รวมถึงหลักสูตรการบินอื่นอีกด้วย “ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานไว้ด้วยชีวิตจะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถและโดยความเสียสละเพื่อความเจริญสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่”
เป็นคำถวายสัตย์ปฏิญาณในการพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในวันสถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ขึ้นดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

พระราชกรณียกิจทางทหารในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ณ ฐานปฏิบัติการบ้านหมากแข้ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย



ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร(พระยศในขณะนั้น) ได้ประทับเฮลิคอปเตอร์ เสด็จฯ เยี่ยมทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดน คุ้มครองบ้านหมากแข้ง ตำบลกกสะทอน

        ได้เสด็จฯ นำกำลังทหารออกปฏิบัติการ ตรวจพิสูจน์ทราบ บริเวณจุดซุ่มยิงของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

         และประทับแรมที่ฐานปฏิบัติการของทหาร รุ่งเช้าได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรที่บ้านเรือนเสียหายจากการต่อสู้ ได้รับคำสั่งให้มีการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดี

        ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๙  ได้เสด็จฯ กลับมาอีกครั้งเพื่อตรวจผลการซ่อมแซมบ้านเรือนราษฎร

        ซึ่งสร้างความปีติยินดีแก่ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนสร้างขวัญ กำลังใจแก่ราษฎรชาวบ้านหมากแข้ง ทหารหาญ ให้มีใจฮึกเหิม



024020


ข้อมูลวีดิทัศน์จากกองทัพภาคที่ 3 โดย พลโท นริศ ศรีเนตร , พลตรี บรรยงค์ สิรสุนทร , พันเอก พิชัย นวาวัตน์ , พันเอก สมจริง สิงหเสนี , ร้อยตรี เสรี ทองคู่ , จ.ส.อ.สำราญ เบ็งยา (ยศในข้อมูลจากคลิป) 

พระอัจฉริยภาพด้านการบิน ในหลวง ร.10


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  ทรงเป็น “เจ้าฟ้านักบินขับไล่ ไอพ่น” พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี ทรงทำการบินกับเครื่องบินของกองทัพอากาศเกือบทุกรูปแบบ และทรงผ่านการฝึกบินหลักสูตรการบินเฮลิคอปเตอร์ และการฝึกบินเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง (F-5E) จากประเทศสหรัฐอเมริกา ถือได้ว่าทรงเป็นนักบินที่มีพระวิริยอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถด้านการบินอย่างยิ่ง หลังสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้ทรงนำความรู้มาจัดทำหลักสูตรการฝึกบิน และทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบินให้นักบินเครื่องบินขับไล่แบบ “18 ข” (F-5E) หน่วยบินเดโชชัย 3 และนักบินของกองทัพอากาศ โดยทรงตั้งพระราชหฤทัยอย่างแน่วแน่ว่า จะทรงถ่ายทอดประสบการณ์ ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อกองทัพอากาศและประเทศชาติมากที่สุด
การที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  ทรงสนพระราชหฤทัยในการฝึกบินเปลี่ยนแบบกับเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 เพราะทรงเล็งเห็นว่า เป็นเครื่องบินพระราชพาหนะที่ถวายการบินอยู่ในปัจจุบัน และเป็นเครื่องบินที่การบินไทยใช้งานอยู่ ที่สำคัญยังทรงมั่นพระทัยด้วยว่า ความรู้ที่ทรงได้รับจะสามารถ นำไปใช้ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างดีเยี่ยม จึงทรงมีพระราชประสงค์ให้การบินไทยจัดหลักสูตรและครูการบิน ถวายการฝึกบินอย่างเต็มหลักสูตร เช่นเดียวกับการฝึกบินของนักบินบริษัทการบินไทยทุกประการ โดยมี “กัปตันอัษฎาวุธ วัฒนางกูร” ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมนักบิน และ “กัปตันอภิรัตน์ อาทิตย์เที่ยง” หัวหน้าครูการบินสำหรับเครื่องบินโบอิ้งรุ่นดังกล่าว เป็นผู้ถวายการฝึก ซึ่งการฝึกภาควิชาการมีขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.2547 เริ่มทำการฝึกบินเมื่อวันที่ 27 ส.ค.2547 และเสร็จสิ้นการฝึกบินได้รับศักย์การบิน ในฐานะกัปตันของเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ในวันที่ 30 มิ.ย.2549
king 10
ตลอดเวลาที่ทรงฝึกบินนั้น แม้จะทรงติดพระราชกิจอื่นๆมากมาย รวมถึงการเสด็จฯ ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ก็ยังโปรดให้กัปตันทั้งสองนายตามเสด็จไปถวายการบรรยายด้วย โดยทรงใช้เวลาในช่วงกลางคืน 3-4 ชั่วโมง ศึกษาเล่าเรียนอย่างตั้งพระราชหฤทัย และแม้พระองค์จะทรงได้รับศักย์การบินเป็นกัปตันโบอิ้ง 737-400 อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่ก็ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำการฝึกบินต่อไป เพื่อให้ทรงมีมาตรฐานเดียวกับกัปตันของการบินไทย ด้วยเหตุนี้ ครูการบินจึงได้จัดหลักสูตรถวายเพิ่มเติม โดยใช้เครื่องบินพระที่นั่ง “บ.ล.11 ข มวก.1/38 หมายเลข 11-111” เป็นหลัก เริ่มจากการบินเส้นทางใกล้ๆเพื่อทำความคุ้นเคยกับเส้นทางบิน จากนั้นจึงทรงทำการบินขึ้นลงที่สนามบินในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งทรงฝึกบินด้วยเทคนิคต่างๆเพื่อสะสมประสบการณ์ด้านการบิน
เพื่อให้การฝึกบินมีความสมจริงที่สุด ภายในระยะเวลาการฝึกที่ค่อนข้างจำกัด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงให้ครูการบินสมมุติสถานการณ์ต่างๆขึ้น เช่นกรณีมีสภาพอากาศแปรปรวน หรือมีข้อจำกัดทางการบิน ส่งผลให้การฝึกบินมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียง 2 ปี ก็ทรงสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทางการบินได้เทียบเท่านักบินของการบินไทย ที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี กว่าจะสั่งสมประสบการณ์ถึงขีดความสามารถเดียวกัน!!
สำหรับการบินไปยังสนามบินต่างประเทศนั้น นอกจากจะทรงทำการฝึกตามหลักสูตรแล้ว ยังได้ทรงขับเครื่องบินเสด็จฯไปเป็นผู้แทนพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสต่างๆด้วย รวมถึงการเสด็จฯไปพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน และทรงฝึกบินเพิ่มประสบการณ์ไปยังกลุ่มประเทศใกล้เคียง เช่น ประเทศสิงคโปร์, บรูไน, จีน และเวียดนาม
campusstar
จนถึงทุกวันนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ยังทรงทำการฝึกบินอยู่เป็นประจำเกือบทุกวัน โดยมักจะทรงใช้เวลาช่วงเย็น โดยเมื่อเสด็จฯมาถึงอาคารทรงงานหน่วยบินเดโชชัย 3 จะเข้ารับถวายการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสภาพอากาศ และประกาศผู้ทำการในอากาศ จากนั้น จะเป็นแผนการบินประจำวัน วัตถุประสงค์ของการบิน โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นจะเป็นภาคการบิน โดยทรงทำการบินไปยังสนามบินต่างๆ ตามแผนการบินที่ได้วางไว้ราว 3-4 ชั่วโมงในแต่ละวัน เมื่อสิ้นสุดการฝึกแล้ว จะทำการแถลงย่อการบิน โดยทรงซักถามข้อสงสัยต่างๆ จะศึกษาจากประสบการณ์และข้อผิดพลาด โดยทรงจดบันทึกอย่างละเอียดเก็บไว้ในแต่ละวัน พระองค์ทรงจดจำแม่นยำมากว่า เคยทรงทำการฝึกอะไรไปแล้วบ้าง และได้ปรับปรุงไปอย่างไร เรียกได้ว่าทรงรักการบินเป็นชีวิตจิตใจ โดยทรงให้เวลากับการฝึกประมาณครั้งละ 4 ชั่วโมง นับถึงปัจจุบัน ทรงมีชั่วโมงบินรวมเฉพาะแบบกับเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ประมาณ 1,700 ชั่วโมง และจำนวนเที่ยวบินขึ้นลง 2,400 เที่ยว และล่าสุดได้เสด็จฯไปทรงฝึกบินเครื่องบินโบอิ้ง ที่ประเทศสวีเดน
อีกหนึ่งภาพความประทับใจในสายตาของครูการบินทั้งสองคือ การได้ ถวายงานในเที่ยวบินมหากุศล ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ทำการบินในฐานะกัปตัน และโปรดเกล้าฯ ให้ครูการบินทำหน้าที่นักบินที่สอง บนเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ชื่อ “ศรีสุราษฎร์” ของบริษัทการบินไทย เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

king 10 (4)

ไม่เพียงแต่จะทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านการบิน ทั้งอากาศยานทางทหาร และอากาศยานพาณิชย์ แต่ยังทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ และความมุ่งมั่น ที่จะทรงใช้ความเป็นนักบินให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาราษฎร์ด้วย อย่างเมื่อครั้งเกิดเหตุภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อเดือน ธ.ค.2547 ทันทีที่ทรงทราบข่าว พระองค์ท่านก็ทรงขับเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 เสด็จฯไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว เนื่องจากทรงเป็นห่วงเป็นใยผู้ประสบภัยพิบัติเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นน้ำพระทัยอันน่าปลื้มปีติ สมดังที่ทรงเป็นแบบอย่างของปวงชนชาวไทย

สุดท้ายนี้...ถึงเราจะเสียในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่รักของปวงชนชาวไทยไป แต่เรายังมีในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ยังอยู่ค่อยรักและดูแลพวกเราปวงชลชาวไทยต่อไป 
ในหลวงรัชกาลที่10, สมเด็จพระบรมฯ

ทรงพระเจริญ
ที่มา:http://news.mthai.com/webmaster-talk/525488.html
        http://lifestyle.campus-star.com/knowledge/43390.html
        http://welovethaiking.com/blog

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

สอบปฏิบัติ

การเชื่อมต่อเครือข่ายเเบบไร้สาย มีบทบาทเเละความสำคัญต่อสังคมเเละประเทศชาติอย่างไร

สื่อกลางประเภทไร้สาย (Wireless Media)
  

  การสื่อสารข้อมูลแบบไร้สายนี้สามารถส่งข้อมูลได้ทุกทิศทางโดยมีอากาศเป็นตัวกลางในการสื่อสาร

   1) คลื่นวิทยุ (Radio Wave)
       วิธี การสื่อสารประเภทนี้จะใช้การส่งคลื่นไปในอากาศ เพื่อส่งไปยังเครื่องรับวิทยุโดยรวมกับคลื่นเสียงมีความถี่เสียงที่เป็นรูป แบบของคลื่นไฟฟ้า ดังนั้นการส่งวิทยุกระจายเสียงจึงไม่ต้องใช้สายส่งข้อมูล และยังสามารถส่งคลื่นสัญญาณไปได้ระยะไกล ซึ่งจะอยู่ในช่วงความถี่ระหว่าง 104 - 109 เฮิรตซ์ ดังนั้ัน เครื่องรับวิทยุจะต้องปรับช่องความถี่ให้กับคลื่นวิทยุที่ส่งมา ทำให้สามารถรับข้อมูลได้อย่างชัดเจน

Image result for คลื่นวิทยุ

2) สัญญาณไมโครเวฟ (Microwave)
       เป็นสื่อกลางในการสื่อสารที่มีความเร็วสูง ส่งข้อมูลโดยอาศัยสัญญาณไมโครเวฟ ซึ่งเป็นสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปในอากาศพร้อมกับข้อมูลที่ต้องการส่ง และจะต้องมีสถานีที่ทำหน้าที่ส่งและรับข้อมูล และเนื่องจากสัญญาณไมโครเวฟจะเดินทางเป็นเส้นตรง ไม่สามารถเลี้ยวหรือโค้งตามขอบโลกที่มีความโค้งได้ จึงต้องมีการตั้งสถานีรับ - ส่งข้อมูลเป็นระยะๆ และส่งข้อมูลต่อกันเป็นทอดๆ ระหว่างสถานีต่อสถานีจนกว่าจะถึงสถานีปลายทาง และแต่ละสถานีจะตั้งอยู่ในที่สูง ซึ่งจะอยู่ในช่วงความถี่ 108 - 1012 เฮิรตซ์

Image result for คลื่นไมโครเวฟ


3) แสงอินฟราเรด (Infrared) 
       คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่อยู่ในช่วง 1011 – 1014 เฮิรตซ์ หรือความยาวคลื่น 10-3 – 10-6 เมตร เรียกว่า รังสีอินฟราเรด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คลื่นความถี่สั้น (Millimeter waves)ซึ่งจะมีย่านความถี่คาบเกี่ยวกับย่านความถี่ของคลื่นไมโครเวฟอยู่บ้าง วัตถุร้อน จะแผ่รังสีอินฟราเรดที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่า 10-4 เมตรออกมา ประสาทสัมผัสทางผิวหนังของมนุษย์สามารถรับรังสีอินฟราเรด ลำแสงอินฟราเรดเดินทางเป็นเส้นตรง ไม่สามารถผ่านวัตถุทึบแสง และสามารถสะท้อนแสงในวัสดุผิวเรียบได้เหมือนกับแสงทั่วไปใช้มากในการสื่อสาร ระยะใกล้ 


Image result for อินฟราเรด

4) ดาวเทียม (satilite)
       ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของสถานีรับ - ส่งไมโครเวฟบนผิวโลก วัตถุประสงค์ในการสร้างดาวเทียมเพื่อเป็นสถานีรับ - ส่งสัญญาณไมโครเวฟบนอวกาศ และทวนสัญญาณในแนวโคจรของโลก ในการส่งสัญญาณดาวเทียมจะต้องมีสถานีภาคพื้นดินคอยทำหน้าที่รับ และส่งสัญญาณขึ้นไปบนดาวเทียมที่โคจรอยู่สูงจากพื้นโลก 22,300 ไมล์ โดยดาวเทียมเหล่านั้น จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เท่ากับการหมุนของโลก จึงเสมือนกับดาวเทียมนั้นอยู่นิ่งอยู่กับที่ ขณะที่โลกหมุนรอบตัวเอง ทำให้การส่งสัญญาณไมโครเวฟจากสถานีหนึ่งขึ้นไปบนดาวเทียมและการกระจายสัญญาณ จากดาวเทียมลงมายังสถานีตามจุดต่างๆ บนผิวโลกเป็นไปอย่างแม่นยำ ดาวเทียมสามารถโคจรอยู่ได้ โดยอาศัยพลังงานที่ได้มาจากการเปลี่ยน พลังงานแสงอาทิตย์ ด้วย แผงโซลาร์ (solar panel)

Image result for คลื่นไมโครเวฟ

 5) บลูทูธ (Bluetooth)
       
ระบบสื่อสารของอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคแบบสองทาง ด้วยคลื่นวิทยุระยะสั้น (Short-Range Radio Links) โดยปราศจากการใช้สายเคเบิ้ล หรือ สายสัญญาณเชื่อมต่อ และไม่จำเป็นจะต้องใช้การเดินทางแบบเส้นตรงเหมือนกับอินฟราเรด ซึ่งถือว่าเพิ่มความสะดวกมากกว่าการเชื่อมต่อแบบอินฟราเรด ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างโทรศัพท์มือถือ กับอุปกรณ์ ในโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นก่อนๆ และในการวิจัย ไม่ได้มุ่งเฉพาะการส่งข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ยังศึกษาถึงการส่งข้อมูลที่เป็นเสียง เพื่อใช้สำหรับ Headset บนโทรศัพท์มือถือด้วยเทคโนโลยี บลูทูธ เป็นเทคโนโลยีสำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบไร้สายที่น่าจับตามองเป็นอย่าง ยิ่งในปัจจุบัน ทั้งในเรื่องความสะดวกในการใช้งานสำหรับผู้ใช้ทั่วไป และประสิทธิภาพในการทำงาน เนื่องจาก เทคโนโลยี บลูทูธ มีราคาถูก ใช้พลังงานน้อย และใช้เทคโนโลยี short – range ซึ่งในอนาคต จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนา เพื่อนำไปสู่การแทนที่อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สาย เคเบิล เช่น Headset สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น ฺิิิ เทคโนโลยีการเชื่อมโยงหรือการสื่อสารแบบใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้น เป็นเทคโนโลยีของอินเตอร์เฟซทางคลื่นวิทยุ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสื่อสารระยะใกล้ที่ปลอดภัยผ่านช่องสัญญาณความถี่ 2.4 Ghz โดยที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดข้อจำกัดของการใช้สายเคเบิลในการเชื่อมโยงโดยมี ความเร็วในการเชื่อมโยงสูงสุดที่ 1 mbp ระยะครอบคลุม 10 เมตร เทคโนโลยีการส่งคลื่นวิทยุของบลูทูธจะใช้การกระโดดเปลี่ยนความถี่ (Frequency hop) เพราะว่าเทคโนโลยีนี้เหมาะที่จะใช้กับการส่งคลื่นวิทยุที่มีกำลังส่งต่ำและ ราคาถูก โดยจะแบ่งออกเป็นหลายช่องความถึ่ขนาดเล็ก ในระหว่างที่มีการเปลี่ยนช่องความถึ่ที่ไม่แน่นอนทำให้สามารถหลีกหนีสัญญา นรบกวนที่เข้ามาแทรกแซงได้ ซึ่งอุปกรณ์ที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีบลูทูธ ต้องผ่านการทดสอบจาก Bluetooth SIG (Special Interest Group) เสียก่อนเพื่อยืนยันว่ามันสามารถที่จะทำงานร่วมกับอุปกรณ์บลูทูธตัวอื่นๆ และอินเตอร์เน็ตได้


Image result for การทำงานบลูทูธ

ความคิดเห็น: 
       การเชื่อมต่อเครือข่ายเเบบไร้สาย มีบทบาทสำคัญกับการดำรงชีวิตของคนในปัจจุบัน การสื่อสารแบบนี้เข้ามามีบทบาทในหลายเรื่อทั้ง การศึกษา ระบบเศรษฐกิจ การสื่อสาร และอีกหลายๆเรื่อง การสื่อสารแบบนี้มีประโยชน์คือ สะดวก รวดเร็ว ทำให้สำเร็จได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก สามารถใช้ในการคมนาคม การพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และยังช่วยในการปรับปรุงในด้านต่างๆให้ดีขึ้น การสือสารแบบไร้สาย เป็นการสื่อสารที่สะดวกตรงที่ไม่มีปัญหาในการเชื่อมต่อและติดตั้งเครือข่ายด้วย ลดปัญหาในการวางสายระบบทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สมัยนี้การสื่อสารแบบนี้สามารถเข้าใช้งานได้ทั่วถึง ประชาชนในสังคมได้อาศัยความสะดวกนี้ในการดำรงชีวิต ใช้ในการแก้ปัญหาในเหตุจำเป็นต่างๆอีกด้วย ใช้ในการพัฒนาชีวิตของบุคคลได้ทั่วถึง 

สรุป : 
การสื่อสารข้อมูล เป็นกระบวนการหรือวิธีถ่ายทอดข้อมูลระหว่างผู้ใช้กับคอมพิเตอร์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระบบการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูล เพื่อให้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมทั้งสามารถใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายร่วมกันได้ เช่น ฮาร์ดดิสก์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น จึงเรียกกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกันว่าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ข่าวสาร ผู้ส่ง ผู้รับ สื่อกลาง โพรโตคอล และซอฟแวร์ โดยมีสื่อกลางทางกายภาพและสื่อกลางไร้สาย ทำหน้าที่ประสานถ่ายโอนข้อมูลในการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างกัน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://sites.google.com/site/41238pb/sux-klang-prapheth/sux-klang-prapheth-ri-say-wireless-media

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559

DIY กระเป๋าซิปเก็บเหรียญจากขวดพลาสติกสวยเก๋



DIY กระเป๋าซิปเก็บเหรียญจากขวดพลาสติกสวยเก๋

วันนี้เราจะมาทำงาน DIY กระเป๋าซิบเก็บเหรียญจากขวดพลาสติกเหลือใช้กันค่ะ  จากตัวอย่างรูปถือเป็นอีกหนึ่งชิ้นงานที่ทำให้สิ่งของที่อาจจะไร้ประโยชน์จากการใช้งานแล้ว สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกต่อนึง แถมยังสามารถต่อยอดได้อีกแบบสบายๆ งานประดิษฐ์ครั้งนี้ทำกันง่ายๆ ใช้วัสดุอุปกรณ์ไม่เยอะค่ะ 

วัสดุอุปกรณ์
ขวดพลาสติก 2 ขวดใช้เป็นชนิดแข็ง
ซิบแฟชั่น
กาวยางพร้อมปืนยิงกาวยาง
กรรไกร
มีดคัดเตอร์
ปากกา

วิธีการทำงาน DIY กระเป๋าซิบเก็บเหรียญจากขวดพลาสติก
1.ให้นำขวดมาวัดจากฐานขวดขึ้นมาประมาณ 1.5 นิ้ว หรือน้อยกว่าแล้วแต่ว่าอยากได้แบบใหญ่หรือเล็กกระทัดลัด  ใช้ปากกาขีดเส้นสำหรับวาดเส้นไกด์เอาไว้ก่อน  นำขวดอีกใบมาทำเช่นเดียวกัน เมื่อเสร็จกระบวนการนี้แล้วเราจะได้ก้นขวดมา 2 ชิ้นสำหรับทำกระเป๋า
DIY กระเป๋าซิบเก็บเหรียญจากขวดพลาสติกสวยเก๋ไม่ซ้ำ

2.หลังจากนั้นให้เรานำซิปที่เตรียมไว้มาติดภายในขวดที่เตรียมไว้โดยใช้กาวยางยิงยึดติดดังรูปตัวอย่าง  ทำเช่นเดียวกันกับอีกฝั่ง การยิงกาวไม่ต้องเว้นระยะนะคะ ให้ยิงยาวๆ ติดกันเลยป้องกันน้ำฝุ่นเข้าไปในกระเป๋า
DIY กระเป๋าซิบเก็บเหรียญจากขวดพลาสติกสวยเก๋ไม่ซ้ำ

เพียงเท่านี้เราก็จะได้ DIY กระเป๋าซิบเก็บเหรียญจากขวดพลาสติกสวยเก๋ไม่ซ้ำ สามารถทำตามกันได้เลยจ้า
DIY กระเป๋าซิบเก็บเหรียญจากขวดพลาสติกสวยเก๋ไม่ซ้ำ

แล้วยังมีอีกหลากหลายแบบให้เลือกเป็นแบบอย่างหรือนำไปประดิษฐ์ได้เลยนะค่ะ
25550616-133936.jpg


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปแบบกระเป๋าซิปเก็บเหรียญจากขวดพลาสติกสวยเก๋

หรือยังไม่เข้าใจวิธีทำจะดูในคลิปวิดีโอก็ได้นะค่ะ



                                         

แหล่งที่มา :https://createmyfashion.blogspot.com/2013/12/DIY-pocket-zipper-coin-collection-of-plastic-bottles.html 


วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บ๊อกบ๊อก ชิบะ

 ชิบะ อินุ
{pic-alt} ลักษณะทั่วไป

ชิบะอินุเป็นสุนัขพันธุ์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นสุนัขในตระกูลเดียวกันกับพันธุ์อะคิตะ (Akita) รูปร่างกระทัดรัด หูตั้ง กล้ามเนื้อกระชับ ขนสั้น 2 ชั้น มีทั้งสีดำผสมสีน้ำตาล สีแดง หรือ สีงาแดง ดวงตาสดใสและรูปริมฝีปากโค้งเหมือนกับกำลังยิ้ม ชิบะอินุ เป็นสุนัขอารมณ์ดี เป็นมิตร ตื่นตัว ฉลาดหลักแหลม มีอายุเฉลี่ยประมาณ 12-15 ปี แต่มีสายพันธุ์ ชิบะ ปูสุเกะ (Shiba Pusuke) ซึ่งได้รับการออกกำลังอย่างเป็นกระจำจนร่างกายแข็งแรง สามารถอยู่ได้ยืนยาวถึง 26 ปี

{pic-alt} ความเป็นมา


ชิบะ อินุ มีต้นกำเนิดสายพันธุ์มาจากสุนัขล่าสัตว์ที่เติบโตอยู่ในบริเวณภูเขาของประเทศญี่ปุ่น ถือว่า เป็นสุนัขพื้นเมืองของชาวญี่ปุ่น เลี้ยงไว้ล่าสัตว์เล็กๆ คำว่า “ชิบะ” หมายถึงพุ่มไม้หนา “อินุ” หมายถึง สุนัข ชิบะ อินุเป็นสุนัขที่ได้รับมาตรฐานสายพันธุ์แรกของญี่ปุ่น และได้รับการยอมรับและตั้งเป็นอนุสาวรีย์ของญี่ปุ่นผ่านกฎหมายทางทรัพย์สินทางวัฒนธรรม เพื่อการอนุรักษ์ของสุนัขญี่ปุ่น ชิบะ อินุเคยเกือบจะสูญพันธุ์เมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลมาจากระเบิด สารเคมีและเชื้อโรค แต่หลังจากสงครามได้มีการนำชิบะ อินุที่เหลืออยู่ 3 สายเลือดคือ ชินชุ ชิบะ จากจังหวัดนากาโน่ มิโน ชิบะ จากจังหวัดไอจิ และ ซานอิน ชิบะ จากจังหวัดทตโตะริและจังหวัดชินามิ มาผสมพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์มาเป็นที่รู้จักจนถึงทุกวันนี้

{pic-alt}

{pic-alt} ลักษณะนิสัย

ชิบะ อินุ เป็นสุนัขที่ร่าเริงแจ่มใส คล่องแคล่ว ปราดเปรียว ว่องไว ขี้เล่น ฉลาด รักอิสระซื่อสัตย์ กล้าหาญ ใจดี อ่อนโยน รักและผูกพันกับสมาชิกในครอบครัวมากๆ และเป็นมิตรที่ดีกับเด็กๆ พวกเขาเข้ากับคนแปลกหน้าและสัตว์อื่นๆ ให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างดีเยี่ยม ถือได้ว่าเป็นสุนัขที่รักการเข้าสังคมมากที่สุดพันธุ์หนึ่ง แต่ด้วยสายเลือดนักล่า พวกเขาจะไม่ค่อยเป็นมิตรกับหนู หรือกระต่ายเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตามชิบะ อินุ มีข้อเสียก็ตรงค่อนข้างเอาแต่ใจโดยเฉพาะ ขณะฝึกวินัย บางครั้งถึงกับทำให้เจ้าของปวดหัวกับอาการดื้อของพวกเขา ดังนั้นต้องฝึกฝนพวกเขาเป็นประจำอย่างอดทน

{pic-alt} การดูแล

ชิบะ อินุ เป็นสุนัขขนสั้น หนา ง่ายต่อการดูแลรักษา ผู้เลี้ยงควรแปรงขนให้เขาเป็นประจำ เพื่อแปรงเอาขนที่หลุดล่วงออก ส่วนการอาบน้ำควรอาบให้อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ต่อครั้ง ซึ่งปกติแล้วพวกเขาจะถูกเลี้ยงไว้อยู่ในบ้าน จึงไม่สกปรกมาก การอาบน้ำให้แต่ละครั้งมักมีจุดประสงค์เพื่อชำละล้างชั้นขนที่หลุดล่วงตามฤดูกาล นอกจากขนที่ผู้เลี้ยงต้องดูแลแล้ว ฟันก็ควรได้รับการดูแลให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อให้พวกเขามีฟันไว้บดเคี้ยวอาหารให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ส่วนการดูแลช่องหู ควรใช้น้ำมัน (Baby oil) และสำลีทำความสะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อในช่องหู เป็นสาเหตุของหูอักเสบ หรือเกิดการทำลายหูชั้นใน

ในส่วนของการออกกำลังกาย ควรพาเขาออกไปเดินหรือวิ่งเล่นเป็นประจำทุกวัน แต่ควรให้ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะไม่หักโหมจนเกินไป เพราะโดยปกติแล้วชิบะ อินุเป็นสุนัขที่มีความตื่นตัวอยู่ตลอด สามารถวิ่งเล่น ออกกำลังกายด้วยตัวของมันเอง เพียงแต่การพาไปออกกำลังร่วมกับเจ้าของ เป็นเสมือนการฝึกวินัย และสร้างความผูกพันต่อเจ้าของไปด้วยในตัว

{pic-alt} ผู้เลี้ยงที่เหมาะสม


ชิบะ อินุพวกเขาเป็นสุนัขที่ปรับตัวได้ดีในทุกสภาพแวดล้อม สามารถอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่อาจต้องพาเขาไปออกกำลังกายนอกบ้านเป็นประจำ ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่โล่งกว้างให้เขาได้วิ่งเล่นเขาจะรู้สึกดีมากๆ แต่ควรมีรั้งรอบขอบชิด พวกเขาต้องการความรักและอยู่ร่วมกับครอบครัว ไม่ควรเลี้ยงเขาไว้นอกบ้าน ฝึกวินัยยาก ผู้เลี้ยงจึงต้องมีความอดทนต่อการฝึกพวกเขา

{pic-alt} ข้อควรจำ


ชิบะ อินุมีโรคทางกรรมพันธุ์ คือโรคต้อหิน ต้อกระจก ประสาทตาเสีย สะโพกเสื่อม กระดูกสะบ้าเสื่อม รวมทั้งเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ ดังนั้นผู้เลี้ยงควรสังเกตดูอาการที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพาพวกเขาไปตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคอาจเกิดขึ้นทั้งก่อนหรือตามช่วงวัย
{pic-alt}
{pic-alt}ความน่ารักของสุนัขพันธุ์นี้




{pic-alt} มาตรฐานสายพันธุ์

ขนาดส่วนสูงโดยประมาณ 35-43 cm น้ำหนัก 10 kg เพศเมีย ส่วนสูง โดยประมาณ 33–41 cm น้ำหนัก 8 kg
ศรีษะขนาดศีรษะต้องพอดีกับสัดส่วนลำตัว ศีรษะกว้าง แบน มีร่องที่ศีรษะเล็กน้อย
ฟันฟันแข็งแรง เรียงตัวกันเป็นแนว มีลักษณะฟันแบบขบกรรไกร คือฟันล่างเกยฟันบน
ปากริมฝีปากกระชับ แน่น และดำสนิท
ตาตาเป็นรูปทรง 3 เหลี่ยม ลึก ตาเฉียงขึ้นไปทางโคนหู ขอบตาดำ นัยน์ตาสีน้ำตาล
หูเป็นทรง 3 เหลี่ยม ตั้งตรง ขนาดเล็กแต่ต้องเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะพอดีกับขนาดศีรษะ
จมูกสีดำทั้งจมูก
คอหนา มั่นคง มีความยาวพอดี
อกช่วงอกสวยได้รูป อกลึก ตำแหน่งต่ำสุดอยู่ในระดับครึ่งหนึ่ง หรือน้อยกว่าเล็กน้อยของตำแหน่งที่สูงสุดบนแผ่นหลังถึงพื้น
ลำตัวแผ่นหลังทรงอยู่ในระดับเดียวกันจนถึงโคนหาง กล้ามเนื้อกระชับกำลังดี ซี่โครงขยายกำลังดี ช่วงท้องกระชับแข็งแรง ช่วงสะโพกแข็งแรง
เอว-
ขาหน้าไหล่ตรง ความยาวเท่ากับช่วงท่อนขาด้านบน ซึ่งทำมุมกันพอดี ข้อศอกอยู้ชิดกับลำตัว ขาหน้าและเท้าตรง มีช่วงว่างระหว่างขาทั้ง 2 ข้างกำลังพอเหมาะพอดี ขนานกัน
ขาหลังขาหลังแข็งแรง กว้าง ท่ายืนมั่นคงเป็นธรรมชาติ ท่อนขาไม่เบี่ยงเข้าหรือออกมากเกินไป หน้าแข้งยาว ท่อนขาหลังสั้นแต่เคลื่อนที่ได้คล่องแคล่ว
หางหางหนา มีพละกำลัง ม้วนตั้งขึ้นบนแผ่นหลังเป็นเหมือนรูปเคียว ความยาวของหางหากปล่อยให้ทิ้งลงกับพื้นจะยาวประมาณช่วงข้อขาที่ต่อมาจากช่วงหน้าขา
ขนเป็นขน 2 ชั้น ขนชั้นนอกจะตรง หยาบ ขนชั้นในเส้นเล็ก นุ่ม และหนาแน่น
สีขน


สีมาตรฐานจะมี สีแดง สีแดงงา (แดงเกือบดำ) และสีดำกับสีน้ำตาลแทน ส่วนขนชั้นล่างจะเป็นสีครีม สีน้ำตาลอมเทา และสีเทา สีครีมถึงสีขาวสามารถมีแต้มได้ที่บริเวณรอบปาก แก้ม ด้านในหู ใต้คาง ข้างใต้คอบริเวณด้านในขา ด้านในท้อง และด้านในหาง หากเป็นชิบะ อินุสีดำ จะมีสีน้ำตาลแทนหรือน้ำตาลเหลือง แต้มบริเวณรอบปาก เหนือดวงตา ขนในหู หน้าอก ด้านในขาทั้ง 4 ข้าง และด้านในหาง

ประเด็นพวกเราเป็นพวกตลกมากเลยนะ ไม่เชื่อก็ดูนี้
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ชิบะ อินุ ตลก

                นี้ด้วยยย



อ่ะดูๆๆๆๆๆ


พวกเราเป็นได้มากกว่าหมาน่ารักๆนะรู้มั้ย


เป็นหน่วยกู้ภัย


หน่วยสอดแนม ขอองค์กรลับ เนียนใช่มั้ยล้าาาาาา


มีกำลังพล เป็นกองหนุนด้วยยยยยยย


เป็นนักสืบปลอมตัวววว


แหะๆ อันนี้ไม่เกี่ยว ผิดพลาดนิดหน่อย


ฮั่นแน่....หลงรักแล้วล่ะสิ กาอนอื่นต้องรู้วิธีการเตรียมตัวเลี้ยงพวกเราก่อน

  • 10ข้อในการเตรียมพร้อมและเรียนรู้เบื้องต้นสำหรับgลี้ยงดูชิบะ
  • 1. การเตรียมพื้นที่ในการเลี้ยงดู หลายๆคนคิดว่าชิบะเป็นสุนัขที่ต้องเลี้ยงดูในอากาศเย็นๆเท่านั้น แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในระหว่างการเยื่ยมชมฟาร์มชิบะอินูที่ญี่ปุ่น เราได้ไปกันในหน้าร้อนซึ่งอากาศขณะนั้นมีอุณหภูมิประมาณ 35-38 องศาเซลเซียส ฟาร์มที่ญี่ปุ่นก็ยังคงเลี้ยงดูกลางแดด เพียงแต่ต้องมีที่ร่มให้พวกมันไว้หลบแดดด้วย พื้นที่เลี้ยงดูและที่นอนไม่ควรเป็นพื้นที่ลื่น เพราะจะทำให้สุนัขขาเสียได้ การกำหนดขอบเขตบริเวณบ้านต้องทำในช่วง 2-3 อาทิตย์แรกที่นำพวกมันไปอยู่ด้วย เราต้องกำหนดอนาเขตที่ชัดเจนให้พวกมัน และคอยดูไม่ให้มันออกนอกอนาเขตนั้น พวกมันจะรู้เองเวลาโตว่าพื้นที่ไหนห้ามออกไป ไม่เช่นนั้นชิบะของคุณจะหนีออกจากบ้าน ชิบะเป็นสุนัขที่แข็งแรงมาก มันสามารถจะปีนรั้วออกไปได้แบบนินจาโดยที่คุณไม่อาจรู้ตัวและคุณจะไม่สามารถตามตัวมันได้อีก เนื่องจากมันเป็นสุนัขที่รักอิสระ ดังนั้นคุณต้องสอนมันตั้งแต่ๆเล็กให้รู้ขอบเขตบริเวณบ้านของคุณ เคล็ดลับ เพื่อให้ชิบะไม่มีกลิ่นตัวและมีสีที่สดใส ควรปล่อยให้พวกมันอาบแดดวันละ 2-3 ชม. พวกมันชอบที่จะอาบแดดเช่นกัน ไม่ต้องกลัวว่ามันจะร้อน
  • 2. ก่อนที่จะนำชิบะไปเลี้ยงที่บ้าน กรุณานำผ้าปูนอนหรือผ้าห่มมาทิ้งไว้ที่ฟาร์มของเราประมาณ 1-2 อาทิตย์ เพื่อให้กลิ่นของแม่สุนัขและพี่น้องของมันติดที่ผ้า เมื่อคุณนำลูกสุนัขไปที่บ้านพร้อมกับผ้า จะทำให้มันไม่รู้สึกแปลกที่มากนัก ชิบะจะหอน (เสียงหอนจะเหมือนเด็กถูกบีบคอ) ในสองสามวันแรก พยายามอย่าไปสนใจมัน ถ้ามันหอนแล้วคุณไปตามพวกมัน มันจะปรับตัวได้ช้า แนะนำให้ปล่อยพวกมันออกมาฉี่ตอน 1 ทุ่ม และ 5 ทุ่มก่อนคุณจะเข้านอน เพื่อที่พวกมันจะได้ไม่ฉี่ในกรงในตอนเช้า
  • 3. คุณต้องมีระเบียบวินัยและพยายามปฏิบัติตามตารางเวลาให้ตรง เพราะชิบะจะเป็นสุนัขที่ตรงต่อเวลา เราไม่สามารถที่จะสื่อสารกับมันได้ว่า มันต้องอั้นอึอั้นฉี่ เพื่อจะออกมาตามเวลาที่เราต้องการ ถ้าเราปล่อยมันออกมาปลดทุกข์ทุก 7 โมงเช้า มันจะรู้เวลาของพวกมัน ถ้าหากเราปล่อยมันช้ากว่าเวลาปกติ พวกมันจะทนได้ระดับหนึ่งเท่านั้น หรือถ้าเราพามันไปที่ทำงานด้วยทุกวัน พวกมันจะรู้เวลาที่เรากลับประจำ ถ้าหากเรากลับผิดเวลา พวกมันจะมานั่งมองเราว่าเมื่อไหรมันจะกลับ ดังนั้นการเลี้ยงดูพวกมันให้เป็นเวลา จะทำให้เรามีความสุขในการอยู่กับพวกมัน
  • 4. คุณต้องมีเวลาให้กับพวกมันอย่างน้อยเช้า 30 นาที เย็น 30 นาทีในการพาพวกมันไปเดินเล่น หรือเปล่ากับพวกมัน ชิบะเป็นสุนัขที่มีความอดทนสูงถ้าคุณไม่พามันไปออกกำลังกาย พวกมันจะไม่ค่อยกินอาหาร และจำให้สุนัขของคุณไม่โตเท่าที่ควรจะเป็น การปล่อยมันไว้เฉยๆก็จะทำให้พวกมันเบื่อและเฉาได้ ชิบะเป็นสุนัขที่มีพลังงานสูง คุณต้องพาพวกมันออกไปวิ่งเล่นเพื่อจะลดความเครียดของพวกมัน และจะทำให้ทั้งคุณและชิบะของคุณมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย (ถ้าชิบะไม่ยอมเดินตามสายจูง ซึ่งปกติลูกสุนัขจะไม่ยอมอยู่แล้ว กรุณาศึกษาการฝึกชิบะในสายจูงเบื้องต้น)
  • 5. ขนม ของเล่น และกระดูก ชิบะเป็นสายพันธุ์ของนักล่า มันจะชอบของเล่นมาก คุณควรจะเตรียมของเล่นไว้ให้พวกมัน และกระดูกไว้ประมาณ 3-5 อันพร้อมกัน เพื่อที่ลูกสุนัขจะสามารถนำมาแทะได้ แทนที่จะแทะรองเท้า ขอบบัว วอลเปเปอร์ หรือต้นไม้ของคุณ ขนมควรจะให้เป็นเวลาที่คุณสอนพวกมันเท่านั้น และไม่ควรให้บ่อยครั้ง เพราะจะให้พวกมันไม่อยากกินอาหาร อย่าลืมว่าชิบะเป็นสุนัขที่มีความอดทนสูง ถ้าพวกมันกินอิ่มแล้ว มันสามารถที่จะอยู่ได้เป็นวันโดนกินแต่น้ำ และคุณจะคิดว่าสุนัขของคุณเบื่ออาหารซึ่งจริงๆแล้วพวกมันอิ่มขนมต่างหาก
  • 6. การผลัดขนของชิบะ จะไม่เหมือนสุนัขอื่นๆ ชิบะเมื่อโตเต็มที่จะมีขนสองชั้น ในการผลัดขนครั้งแรกของพวกมันอาจจะทำให้คุณตกใจคิดว่าสุนัขของคุณเป็นขี้เรื้องหรือเป็นโรค แต่มันเป็นธรรมชาติของสุนัขพันธุ์นี้ที่จะผลัดขนจนหมดตัว เหลือแต่ขนสั้นประมาณ 2-3 มิลลิเมตรติดตั้งเท่านั้น ในช่วงนี้แนะนำให้คุณแปรงขนทุกวันเพื่อกันไม่ให้ขนฟุ้งทั่วบ้าน คุณจะได้ขนออกมาขนาดประมาณ 1 กำมือเช้าและเย็น
  • 7. ชิบะจะมีเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์มาก เสียงร้องที่น่าเกลียดที่สุดจะเหมือนกับเสียงเด็กถูกบีบคอ หรือเด็กร้องไห้ ถ้าคุณพยายามทำในสิ่งที่พวกมันไม่ชอบ และมันร้องด้วยเสียงแบบนี้ แนะนำให้คุณทำเฉยๆ ไม่เช่นนั้นพวกมันจะรู้ว่าคุณกลัวเสียงนี้ อย่าลืมว่าชิบะเป็นสุนัขที่ฉลาดมาก มันจะใช้เสียงนี้มาต่อรองกับคุณในภายหลังให้ได้ในสิ่งที่พวกมันต้องการ เช่นถ้าคุณพามันออกไปเดินข้างนอกแล้วมันไม่อยากเดิน มันอาจจะใช้เสียงนี้ทำให้คุณอับอายก็ได้ ชิบะสามารถที่จับอารมณ์ของคนได้ คุณต้องสงบและเยือกเย็นกับพวกมันถ้าต้องการให้พวกมันเชื่อฟังคุณ
  • 8. โดยมากมันจะไม่ค่อยร้องหรือเห่าบ่อยนัก ถ้าสุนัขเห่าบ่อยแนะนำให้คุณใช้หนังสือเคะที่ปากเบาตั้งแต่เด็กให้พวกมันรู้ว่าการเห่าพร่ำเพรื่อเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
  • 9. การให้อาหารและน้ำ แนะนำให้ซื้อ Stand และปรับระดับให้เท่ากับคอพวกมัน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันต้องกิน และจะทำให้สุนัขยืนไม่สวย น้ำควรมีตลอดเวลาเพื่อป้องกันสุนัขช็อกจากการขาดน้ำ ชิบะต้องการอาหารเช้าและเย็นประมาณ 50 กรัมต่อมื้อในวัยประมาณ 2 เดือน และกินมากขึ้นเรื่อยๆจนถึง 120 กรับต่อมื้อ เราควรจะใส่น้ำในอาหารเม็ดจนสุนัขอายุถึงหนึ่งปีครึ่ง เพื่อให้ฟันแท้ขึ้นได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นให้สังเกตุปริมาณอาหารและความอยากของสุนัขแต่ละตัวเอาว่าจะให้เช้าเย็น หรือแค่ตอนเย็นอย่างเดียว
  • 10. การเข้าสังคม ถ้าต้องการให้สุนัขดุและไว้เฝ้าบ้านแนะนำให้เก็บพวกมันไว้ในบ้านอย่างเดียว พวกมันจะต้อนรับขโมยที่เข้าบ้านคุณได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าต้องการให้พวกมันเข้ากับคนได้และไม่ดุ แนะนำให้คุณพาพวกมันไปเที่ยว ได้พบเจอคนบ่อยๆ โดยให้นำขนมไปด้วย การให้คนอื่นจับสุนัขของคุณนั้นมีสองแบบ ขึ้นกับนิสัยของสุนัขแต่ละตัว ทำเช่นนี้บ่อยๆลูกสุนัขของคุณก็จะเข้าสังคมมนุษย์ได้ และไม่คิดว่ามนุษย์น่ากลัวสำหรับพวกมัน

  •     ก่อนที่คิดจะเลี้ยงสุนัข คุณควรถามตัวเองก่อนว่าคุณ"พร้อม" หรือยังที่จะเลี้ยงเรา รักเราตลอดไป ไม่ใช่ว่าเห็นเราน่ารักแค่ตอนเด็กๆ พอโตขึ้นกลับทอดทิ้งเราให้เป็นปัญหาของสังคม เพียงเหตุผลง่ายๆว่า ไม่สามารถดูแลได้ เป็นภาระ คุณควรคิดให้ดีก่อนที่จะรับเรามาเลี้ยง ก่อนที่พวกเราจะรักคุณ ก่อนที่คุณจะเป็นทุกอย่างในชีวิตเรา พวกเราก็มีหัวใจนะ มีความรู้สึก สุดท้ายนี้ผม ขอลาไปก่อน สวัสดีครับบบบบบ...

  •   



  •  Bye Bye..


  • แหล่งที่มา :http://www.daiichikennel.com/10rule.html
                                https://www.dogilike.com/breeds/10031/